วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จุดประสงค์และเป้าหมายของ การเปิดเผยเคล็ดลับ(ไสยศาสตร์)บทความนี้

ไสยศาสตร์ไม่ใช่ ปาฏิหาริย์ แต่มันมาจากซัยตอน(อิบรีส)ญินที่ถูกสาปแช่ง ด้วยกับความอวดดีของมัน
อัลกุรอ่าน คือปาฏิหาริย์ ที่แท้จริง  แล้วเรายังคิดที่จะพึ่งพาคนกลุ่มนี้ (ไสยศาสตร์+ความงมงายที
ไม่มีที่สิ้นสุด ) ให้อิสลามต้องปนเปื้อนอีกหรือ  
  

เรื่องราวของไสยศาสตร์ นั้นมีหลายๆอย่างแต่ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ก็ เป็นอีกแขนงหนึ่งจากคำว่า ไสยศสาตร์ที่มี เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ จะบอกเล่าถึงอาการของผู้ที่ถูกคุณไสยย์ ของการทำเสน่ห์ และจะอธิบายอาการของมัน ทีละขั้น ทีละตอน อย่างละเอียด และผลได้ ผลเสียอย่างมาก
กับการไปหาหมอจำพวกนี้ และผลเสียของมันมากมายจนคุณนึกไม่ถึง
     เรื่องนี้จะแบ่งเป็น 3 หัวข้อใหญ่ คือ
1 อาการต่างที่เกิดขึ้น
2 วิธีรักษา
3 ผลเสียที่เกิดจากการไปหาหมอ(ทำสเน่ห์) ประเภทนี้
                                จุดประสงค์และเป้าหมาย
 เพื่อเปิดเผยการทำงานของการใช้ไสยศาสตร์อีกแขนงหนึ่งจากหลายๆอย่างที่มี
 เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนอิสลามเลิกที่จะงมงายต่อเรื่องแบบนี้
 เพื่อเพิ่ม(อากีดะฮ์)การศรัทธาในการขอดุอาต่ออัลเลาะฮเท่านั้นโดยไม่พึ่งพาสิ่งอื่นใด
                              http://tmymuslim.blogspot.com/

ไสยศาสตร์กับศาสนาอิสลามต้องห้าม(ฮารอม)อย่างไร



     เรื่องจะเปิดโปงนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ไสยศาสตร์ในการทำเสน่ห์(หมายถึงอาการของผู้ที่ถูกกระทำว่าจะมีลักษณะอาการอย่างไร ) 
เรื่องราวของไสยศาสตร์ นั้นมีหลายๆอย่างแต่ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ก็ เป็นอีกแขนงหนึ่งจากคำว่า ไสยศสาตร์ที่มี เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ จะบอกเล่าถึงอาการของผู้ที่ถูกคุณไสย ของการทำเสน่ห์ และจะอธิบายอาการของมัน ทีละขั้น ทีละตอน อย่างละเอียด และผลได้ ผลเสียอย่างมาก
กับการไปหาหมอจำพวกนี้ และผลเสียของมันมากมายจนคุณนึกไม่ถึง
      เรื่องนี้จะแบ่งเป็น 3 หัวข้อใหญ่ คือ
1 อาการต่างที่เกิดขึ้นของผู้ที่ถูกกระทำ
2 วิธีรักษา
3 ผลเสียที่เกิดจากการไปหาหมอ(ทำสเน่ห์) ประเภทนี้

1.       ไสยศาสตร์กับศาสนาอิสลามต้องห้าม(ฮารอม)อย่างไร
2.       ห้ามในการเรียนไสยศาสตร์
3.       ห้าม ในการรักษาไสยศาสตร์ด้วยกับไสศาสตร์
4.       ห้ามผู้ที่จะไปหารวมถึงการให้การสนับสุนนหรือให้การส่งเสริม

ไสยศาสตร์ไม่ใช่ ปาฏิหาริย์ แต่มันมาจากซัยตอน(อิบรีส)ญินที่ถูกสาปแช่ง ด้วยกับความอวดดีของมัน
อัลกุรอ่าน คือปาฏิหาริย์ ที่แท้จริง  แล้วเรายังคิดที่จะพึ่งพาคนกลุ่มนี้ (ไสยศาสตร์+ความงมงายที
ไม่มีที่สิ้นสุด ) ให้อิสลามต้องปนเปื้อนอีกหรือ  
                                         อิสลามที่อนุญาตคือ
1.       ไปหาเพื่อจะเปิดโปงการทำงานของพวกมัน
2.       ใช้อัลกุรอ่านและแบบอย่างของท่านนบีฯในการรักษา
และอนุญาตให้รับค่าตอบแทนได้จากการที่ใช้อัลกุรอ่านในการปัดเป่า
บทความที่ผมจัดทำขึ้นนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อเปิดเผยถึงการทำงานของพวกมัน ถ้าอ่านดูก็จะเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นการรวบรวมข้อมูลมาจากที่อื่นๆ 

    มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน
 บางครั้งเราอาจกลัวแค่ว่า รูปภายนอกที่เรามองเห็นพวกมัน อุปกรณ์ที่อยู่รอบๆตัวของพวกมัน (ในที่นี้หมายถึงหมอไสยศาสตร์ที่เป็นอิสลาม)มันแค่สิ่งที่พวกมันสร้างภาพขึ้นมา วิธีพูด กิริยาหรือท่าทางเพื่อทำให้ดูแค่ว่าน่าเกรงขามก็เท่านั้น มันแค่แค่จิตวิทยาเพื่อการหลอกลวง หรือเรียกว่าเป็นการปล้นอย่างหนึ่ง( อ่านรายละเอียดต่อที่ หมอหรือโจร )และก็เฉพาะหมอที่เป็นอิสลามด้วย อิสลามห้าม (ฮารอม) อยู่แล้วกับการเรียน หรือการนำมาซึ่งไสยศาสตร์ หรือที่เกี่ยวข้อง (เงินที่ได้มาจากสิ่งนั้นทั้งหมดถือว่าเป็นฮารอม )  แล้วคนที่ไปก็มีส่วนด้วยทั้งหมดทุกกรณี
   การโกหกคือการทำงานของพวกมัน  มันจะใช้การพูดใส่ร้ายหรือปั้นเรื่องขึ้นมา เช่น ทำเป็นพูดให้ได้ยินว่ามันแจ้งตำรวจว่าเราเป็นคนขายยาบ้า หรือยาเสพติดหรืออะไรก็ได้ที่ผิดกฏหมาย ตัวอย่างเช่น
เรามีเบอร์โทรศัพท์ของคนขายยาเพื่อให้เรานั้นเกิดความสับสนหรือเกิดความเครียด การที่เรานั้นจะพูดใส่ร้ายคนนั้นงาฃ่ายมากใครก็ทำได้ขึ้นอยู่กับวิธีการของพวกมันก็เท่านั้น ถ้าเราเกิดความสับสนวุ่นวายใจพวกมันก็จะถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นตอนนี
                                จุดประสงค์และเป้าหมาย
 เพื่อเปิดเผยการทำงานของการใช้ไสยศาสตร์อีกแขนงหนึ่งจากหลายๆอย่างที่มี
 เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนอิสลามเลิกที่จะงมงายต่อเรื่องแบบนี้
 เพื่อเพิ่ม(อากีดะฮ์)การศรัทธาในการขอดุอาต่ออัลเลาะฮเท่านั้นโดยไม่พึ่งพาสิ่งอื่นใด


มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน

                                                                            มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน
 บางครั้งเราอาจกลัวแค่ว่า รูปภายนอกที่เรามองเห็นพวกมัน อุปกรณ์ที่อยู่รอบๆตัวของพวกมัน (ในที่นี้หมายถึงหมอไสยศาสตร์ที่เป็นอิสลาม)มันแค่สิ่งที่พวกมันสร้างภาพขึ้นมา วิธีพูด กิริยาหรือท่าทางเพื่อทำให้ดูแค่ว่าน่าเกรงขามก็เท่านั้น มันแค่แค่จิตวิทยาเพื่อการหลอกลวง หรือเรียกว่าเป็นการปล้นอย่างหนึ่ง( อ่านรายละเอียดต่อที่ หมอหรือโจร )และก็เฉพาะหมอที่เป็นอิสลามด้วย อิสลามห้าม (ฮารอม) อยู่แล้วกับการเรียน หรือการนำมาซึ่งไสยศาสตร์ หรือที่เกี่ยวข้อง (เงินที่ได้มาจากสิ่งนั้นทั้งหมดถือว่าเป็นฮารอม )  แล้วคนที่ไปก็มีส่วนด้วยทั้งหมดทุกกรณี
   การโกหกคือการทำงานของพวกมัน  มันจะใช้การพูดใส่ร้ายหรือปั้นเรื่องขึ้นมา เช่น ทำเป็นพูดให้ได้ยินว่ามันแจ้งตำรวจว่าเราเป็นคนขายยาบ้า หรือยาเสพติดหรืออะไรก็ได้ที่ผิดกฏหมาย ตัวอย่างเช่น
เรามีเบอร์โทรศัพท์ของคนขายยาเพื่อให้เรานั้นเกิดความสับสนหรือเกิดความเครียด การที่เรานั้นจะพูดใส่ร้ายคนนั้นงาฃ่ายมากใครก็ทำได้ขึ้นอยู่กับวิธีการของพวกมันก็เท่านั้น ถ้าเราเกิดความสับสนวุ่นวายใจพวกมันก็จะถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นตอนนี
ไสยศาสตร์ไม่ใช่ ปาฏิหาริย์ แต่มันมาจากซัยตอน(อิบรีส)ญินที่ถูกสาปแช่ง ด้วยกับความอวดดีของมัน
อัลกุรอ่าน คือปาฏิหาริย์ ที่แท้จริง  แล้วเรายังคิดที่จะพึ่งพาคนกลุ่มนี้ (ไสยศาสตร์+ความงมงายที่ไม่มีที่สิ้นสุด ) ให้อิสลามต้องปนเปื้อนอีกหรือ  

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน

                                           มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน
     บางครั้งเราอาจกลัวแค่ว่า รูปภายนอกที่เรามองเห็นพวกมัน อุปกรณ์ที่อยู่รอบๆตัวของพวกมัน (ในที่นี้หมายถึงหมอไสยศาสตร์ที่เป็นอิสลาม)มันแค่สิ่งที่พวกมันสร้างภาพขึ้นมา วิธีพูด กิริยาหรือท่าทางเพื่อทำให้ดูแค่ว่าน่าเกรงขามก็เท่านั้น มันแค่แค่จิตวิทยาเพื่อการหลอกลวง การสร้างภาพ  หรือเรียกว่าเป็นการปล้นอย่างหนึ่ง การปล้นการศรัทธา
( อ่านรายละเอียดต่อที่ หมอหรือโจร )และก็เฉพาะหมอที่เป็นอิสลามด้วย อิสลามห้าม (ฮารอม) อยู่แล้วกับการเรียน หรือการนำมาซึ่งไสยศาสตร์ หรือที่เกี่ยวข้อง (เงินที่ได้มาจากสิ่งนั้นทั้งหมดถือว่าเป็นฮารอม )  แล้วคนที่ไปก็มีส่วนด้วยทั้งหมดทุกกรณี
ท่านนบีมูฮำมัดฯ   เคยยอมรับในการได้ซึ่งค่าจ้างในการปัดเป่าด้วยกุรอ่าน (ของซอฮาบะฮ์ ) แต่ต้องด้วยกับอัลกุรอ่านเท่านั้น  
   บางรายตอนไปหาทีแรกก็บอกว่าให้ดุอากับอัลเลาะฮ์  แต่สำหรับตัวเองยังทำบุญประจำปี เช้าเปิดอัลกุรอ่านดังลั่นเพื่อประกาศให้คนรู้ ตกเย็นมีดนตรี แล้วอย่างนี้ที่ทำเพื่ออะไร อ้างว่าเป็นการยกครู ใช่หรือไม่ นี่หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่า(โต๊ะ)  

 หรือเรียกอีกอย่างว่าโจรที่หากินบนการศรัทธาของคน

 http://tmymuslim.blogspot.com/2012/02/blog-post_3768.html

การต่อสู้+อิสลาม+ไสยศาสตร์+ความงมงายที่ไม่มีที่สิ้นสุด


การต่อสู้+อิสลาม+ไสยศาสตร์+ความงมงายที่ไม่มีที่สิ้นสุด
      หลายๆคนอาจต้องการที่จะต่อสู้ในหนทางของอิสลาม   ( การเปิดโปงการทำงานของหมอไสยศาสตร์) ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราจะต้องต่อสู้เพื่อให้อิสลามอยู่ในหนทางที่ถูกต้องตามแบบอย่างซุนนะฮ์ ของท่านนบีมูฮำมัดฯ  และตามอัลกุรอ่าน นานเท่าไหร่แล้วที่ผู้ที่นับถืออิสลามยังคงงมงายกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าวันนี้เรายังไม่เริ่มที่คิดจะเปลี่ยนแปลงต่อไปรุ่นลูกหลานของเรายังจะคงเหลือศาสนาที่ถูกต้องเหมือนกันที่ท่านนบีฯได้วางเอาไว้อีกหรือไม่ หลายๆคนได้เลือกการต่อสู้ในแบบของตัวเอง  
   เช่น
1.     บางคนต่อสู้เพื่อให้เยาวชน(มุสลิมะฮ์) ได้คลุมฮิญาบในสถานการศึกษา
2.     บางคนเลือกที่จะเผยแพร่ กิตาบุลเลาะฮ์ และซุนนะฮ์
3.     บางคนเลือกที่ออกเชิญชวนพี่น้องให้มา มัสยิด
  ทุกๆหนทางทุกๆกลุ่มคนก็คือการต่อสู้( ญิฮาด)   เพื่อให้ได้มาและรักษาไว้ซึ่งศาสนา(อิสลาม)ที่ถูกต้องและต้องไม่ปลอมปนด้วยกับศรัทธา(อีหม่าน)ที่ไข้เขว
แต่สำหรับผมเองขอเลือกที่จะต่อสู้กับการหลอกลวงของหมอไสยศาสตร์ ซึ่งพี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ยังคงงมงายกับเรื่องแบบนี้ เพราะตราบใดที่การศรัทธา(อากีดะฮ์) ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลง ความสมบูรณ์ในกิตาบุลเลาะฮ์ และซุนนะฮ์ ก็ยากที่จะได้คืนมา
เราเคยหันหลังกลับไปมองศาสนา(อิสลาม)ของเราบ้างหรือไม่ว่าปัจุบันนี้มันแตกต่างกับที่ ท่าน นบีฯ ทิ้งให้เราไว้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนแล้วอุมมะฮ์ยุคสุดท้ายอย่างเราจะนิ่งเฉยอยู่อีกหรือ
ไสยศาสตร์ไม่ใช่ ปาฏิหาริย์ แต่มันมาจากซัยตอน(อิบรีส)ญินที่ถูกสาปแช่ง ด้วยกับความอวดดีของมัน
อัลกุรอ่าน คือปาฏิหาริย์ ที่แท้จริง  แล้วเรายังคิดที่จะพึ่งพาคนกลุ่มนี้ (ไสยศาสตร์+ความงมงายที่ไม่มีที่สิ้นสุด ) ให้อิสลามต้องปนเปื้อนอีกหรือ  

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อิสลาม+ความกลัว+ไสยศาสตร์+โจรที่ปล้นการศรัทธา(อีหม่าน)

อิสลาม+ความกลัว+ไสยศาสตร์+โจรที่ปล้นการศรัทธา(อีหม่าน) วิธีแก้ เมือ่ได้ยินเสียงที่ไม่สามารถหาที่มาของเสียงได้ก็แค่พูดตามเสียงที่ได้ยิน

                                                                                       mymuslim2012
      เรื่องราวของไสยศาสตร์ นั้นมีหลายๆอย่างแต่ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ก็ เป็นอีกแขนงหนึ่งจากคำว่าไสยศสาตร์ที่มี เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ จะบอกเล่าถึงอาการของผู้ที่ถูกคุณไสยย์ ของการทำเสน่ห์ และจะอธิบายอาการของมัน ทีละขั้น ทีละตอนอย่าละเอียด และผลได้ ผลเสียอย่างมาก กับการไปหา่หมอจำพวกนี้ และผลเสียของมันมากมายจนคุณนึกไม่ถึง
เรื่องนี้จะแบ่งเป็น 3 หัวข้อใหญ่ คือ 
  1.  อาการต่างที่เกิดขึ้้น
  2.   วิธีรักษา
  3.   ผลเสียที่เกิดจากการไปหาหมอ(ทำสเน่ห์) ประเภทนี้
  • การใช้ไสยศาสตร์เพื่ออ่านจิตใจและวิธีการแก้     
  •         ญิน(ในลักษณะดังนี้ จะไม่มีความรู้อะไรเลยนอกจากความรู้ของคนที่มันสิงอยู่ มันก็แค่อาศัยการอ่านจิตใจ แล้วทำทีเหมือนกับว่าตัวมันนั้นมีความรู้ที่เหนือกว่า แต่จริงๆแล้ว เป็นแค่การข่มขวัญทางด้านของจิตวิทยามากกว่า) หลัการทำงานของพวกมันนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ใช้จิตวิทยา (ของการโกหกแต่ไม่ใช่เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา เสียงมันจะเป็นในแบบที่ว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือพวกเราหรือมีอำนาจเหนือพวกเรา หรือทำเป็นข่มขู่ให้เรารู้สึกกลัวพวกมัน(หรือเรียกว่าการข่มขวัญของคู่ต่อสู้ ) จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ใครที่โดนแบบนี้ต้องตั้งสติดีๆ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ได้ยิน ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เสียงเท่านั้น
  •   ตอนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับ เสียงที่ได้ยิน 
เสียงที่ได้ยินนี้ มันจะทำเป็นโวยวาย เสียงที่ฟังดูแล้วอาจจะทำให้เครียด ใช้การข่มขู่ให้เหยื่อเกิดความกลัว คนส่วนใหญ่จะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นมันก็แค่เกิดจากจิตใต้สำนึกของคำว่ามนุษย์ โดยเฉพาะกับคำว่าไสยศาสตร์ก็จะเกิดความกลัวขึ้นมาทันทีเพราะเราโดนปลูกฝังมาว่า ต้องกลัวพวกมัน แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เรือ่งที่จะต้องกลัว โดยเฉพาะกลับหมอประเภทนี้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราคิดที่จะสู้กับพวกมันหรือไม่( มันจะเอาอะไรมาสู้กับคำว่าผู้ศรัทธา)***
  พวกมันเรียกตัวเองร่างทรง 
ตามคำสอนของอิสลามพวกนี้ถือเป็นบาปที่ใหญ่ที่สุด ชิริก แล้วคนที่ไปหาก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย

  • สุดยอดการโกหก ของหมอประเภทนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงการทำงานของพวกมัน 
  •     หมอ-ไสยศาสตร์-โจร พวกมันเรียกตัวเองร่างทรง ตามคำสอนของอิสลามพวกนี้ถือเป็นบาปที่ใหญ่ที่สุด ชิริก แล้วคนที่ไปก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย เมื่อมันสามารถที่ใช้ญิน ในการเป็นสื่อกลางได้มัน จะต่างอะไรกับโจร อ่านรายละเอียดได้ในบล๊อก หมอ-ไสยศาสตร์-โจร( คือความเหมือนที่แตกต่างกันตรงชุดที่ใส่) ถ้าคุณกำลังไปหาไสยศาสตร์ที่ใช้ (ญิน ) เป็นเครื่ิองมือในการหากิน ก็เหมือนกับการที่เรากำลังจะไปหาโจร (โจรที่มันปล้น ความรู้ของคนที่มันใช้ใ(ญิน) ไปหาเหยื่อ (ผู้ถูกกระทำ ) ต่างกันที่โจรไม่ได้ความที่ดูแล้วน่ายกย่อง หมอพวกนี้มันจะปล้นเอาความรู้ที่เหยื่อมี เพราะในเมื่อมันสามารถที่จะอ่านจิตใจ หรือการใช้จิตวิทยาในการล่อลวงเหยื่อด้วยคำพูดและท่าทางของพวกมันไม่ว่าเหยื่อจะมีความรู้มากน้อยแค่ไหน มีความรู้อะไร ความเป็นส่วนตัว ทรัพย์สินมีค่าที่ซ่ิอนไว้ รหัส A T M เรามั่นใจไดอย่างไรว่าเมื่อเราไม่มีผลประโยชน์ให้มันอย่างต่อเนื่องมันจะไม่กลับมาทำร้ายเจ้าของ เพราะด้วยเหตุนี้อิสลามจึงห้ามที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ญิน+ซัยตอน ก็คืออย่างเดียวกัน สันดานเดิมของมันก็คือ อวดดี โกหก แล้วเราจะเชื่อพวกมันได้อย่างไร ทั้งอัลกุรอ่าน ทั้งฮาดิษ ก็มีหลายโองการที่สาบแช่งพวกมัน แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เดินเข้าไปหาพวกมันและให้การสนับสนุนพวกมัน ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องมุสลิมจะต้องมาช่วยกันเปิดโปงการทำงานของพวกมัน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียน ซูฟี ไม่จำเป็นต้องมี ขอแค่ว่า เรานั้นรักษาซุนนะฮ์ และอัลกุรอ่าน 
  • * หมายเหตุ* การที่เราไปหาหมอไสยศาสตร์ที่ไม่ได้อัลกุรอ่านและแบบอย่างที่ท่านนบีฯรับรองไว้ นั้นเป็นที่ต้องห้าม และถ้าเราไปมีส่วนร่วมหรืออย่างใด อย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องด้วย ซิริก กำลังรออยู่
  •   สุดยอดการโกหก ของหมอประเภทนี้มาดูการโกหกของพวกมันอีกอย่างนึงผู้ที่ถูกกระทำก็จะนึกว่าพวกมันนั้นมีความรู้ที่น่านับถือ แต่จริงๆแล้วพวกมันแทบไม่รู้อะไรเลยมันก็แค่อาศัยการลักไก่ หรือแค่เป็นชั้นเชิงของพวกมันก็แค่นั้นเองสมมุติ เหตุการง่ายๆเช่น การลักไก่ คือทำเหมือนว่าตัวของพวกมันนั้นเหนือกว่ ให้ลองสังเกตุน้ำเสียงดีๆซิที่เราเคยได้ยินข่าว ว่าใช้การป้ายยาเพื่อให้เหยื่อไปกดเงินให้ไม่มีจริงหรอก ก็มาจากการกระทำของพวกมันนี้แหละ ลองไปค้นประวัติ ของคนที่เป็นข่าวว่าโดนป้ายยา ซิ ส่วนใหญ่คือพวกที่ไปหาหมอประเภทนี้มาแล้วทั้งสิ้น
  •      หลังจากที่เป็นเสียงที่บอกมาในขั้นต้นที่พวกมันทำแล้วไม่เกิดผล ก็จะเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห เป็นเสียงในลักษณะ โวยวาย เสียงดังจนทำให้เกิดอาการเครียด หรือเกิดความกลัว ขั้นตอนการแก้ อาการพวกนี้ เราก็ต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ในสิ่งที่เราทำอยู่ เสียงมันจะเป็นในแบบที่ว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือพวกเราหรือมีอำนาจเหนือพวกเรา หรือทำเป็นข่มขู่ให้เรารู้สึกกลัวพวกมัน ความกลัวของคนทั่วไปคือจุดอ่อนที่ดีที่สุด (หรือเรียกว่าการข่มขวัญของคู่ต่อสู้ ) จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ใครที่โดนแบบนี้ต้องตั้งสติดีๆ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ได้ยิน ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เสียงเท่านั้น
  • ทำลักษณะเหมือนกับว่านั่งล้อมวงคุยกัน แล้วคุยกันถึงเรื่องราวของคนนั้นๆ คุยกันในการกระทำของคนนั้นในแต่ละวันที่เขาได้ทำในแต่ละวัน แล้วเหมือนทำเป็นมานั่งคุยกัน คุยอยู่อย่างนั้นแหละ และทำแบบว่าเป็นการตั้งคำถาม
  •  มาดูความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกันบ้างว่าจะเป็นอย่างไร
  • มันใช้การอ่านจิตแล้วพูดออกมาให้คนที่มันทำได้ยินเสียง มีข้อมูลอะไรในหัวสมองมันรู้หมด
  • แต่มันจะแกล้งทำเป็นไม่ไม่รู้(เป็นอุบายของมัน) มันรู้หมด แต่มันจะเลือกใช้ความเข้มข้นของการดึงข้อมูลในความคิดก็เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาหามีฐานะทางการเงินที่ดี เพื่อหลอกล่อเอาเงินของเหยื่อเรื่อยๆแต่จะไม่เอาครั้งละมากๆ เลี้ยงไข้ไว้ก่อน ผลเสียจะไม่ได้เกิดจากผู้ที่ถูกกระทำแต่จะเกิดจากผู้ที่ไปหานั้นแหละ (ความโมโห ของการอยากได้สามีคืนย่อมจะยอมทุ่มสุดตัวอยู่แล้ว)
  •    เสียงที่ได้ยิน*
  • จะมี ประมาน 4คน เป็นเสียงผู้ชาย 2คน และเป็นเสียง ผู้หญิง 2คน จับเสียงได้ผู้หญิง จะเรียกตัวเองว่า อุษา
  • เสียงผู้ชาย 2คน คร่าวๆ อายุ น่าจะซักประมาณ 60ต้นๆ และอีกเสียง ก็น่าจะประมาณ 30กว่าๆ40ไม่เกิน40 แน่นอน เสียงผู้หญิง ก็น่าจะไล่ๆกัน แต่สำหรับ อุษา อายุน่าจะยังไม่มาก เพระจะใช้คำแทนตัวเองว่า หนู
  •      จะใช้การทำไสยศาสร์ แบบนี้กับใคร

  •  การทำเสน่ห์
  •  ฝังรูปฝังรอย
  • การหาของหาย
  •  (กรณีนี้ยังไม่พูดถึงว่า น้ำลายยืดคุยไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นการเข้าแบบไม่เต็มตัว)
  • ก็จะทำให้เป็นเสียงเหมือนกระซิบ เพื่อให้เป้าหมายเกิดอาการเครียดก็จะทำเป็นเสียงให้ได้ยิน หรือโดยทั่วไปเรียกว่าอาการ หูแว่ว
  • มาดูอาการเบื้องต้นกันว่าเสียงจะมีลักษณะอาการอย่างไร
  • จะแบ่งลักษณะของเสียงได้ ดังนี้
  • 1 เสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห
  • คือใช้น้ำเสียงที่ข่อนข้างแข้งกร้าว ฟังดูดุดันหรือใช้เสียงที่ทำเหมือนว่า อยู่ในสถานการณ์ที่เหนือกว่า     ( เปรียบเทียบง่ายๆคือ การลักไก่ที่เหมือนกับการเล่นการพนัน)
  • 2 เสียงที่ฟังแล้ว เหมือนเป็นการ พูดชม หรือ พูดยกยอ ต่างๆนาๆ
  • 3 เสียงที่ฟังแล้ว เหมือนเป็นการดูถูก แต่ไม่หยาบคาย จะไม่มีคำด่าทอที่รุนแรง แต่แอบแฝง
  • และเชือดเฉือน คำหยาบที่สุดคือ แม่ง หรือ มึง
  • 4 เสียงจากโทรศัพท์ เป็นเหมือนเสียง ที่ได้ยินจากโทรศัพท์ ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าเรื่องมากกว่า
  • 5 นำเอาคำพูดเก่าที่เคยพูดมา แล้วพูดวนอยู่อย่างนั้น เรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้จิตของผู้ที่โดนสิงจนเกิดความเครียดขึ้นให้มากกว่าเดิม
  • 6ทำเป็นเหมือนกับว่ากำลังคุยกับใครก็แล้วแต่จะสมมุติขึ้นมา ทำเหมือนกับการตั้งคำถาม เช่น ทำงานอะไร มีลูกเมีย ยังไง แต่จะใช้การเปลี่ยนเสียงหรือเลียนแบบเสียงของคนอาวุโสสูงกว่า
  • ขั้นตอนต่อไป
  • เสียงพูด เพื่อให้เรา ขาดความเป็นตัวของตัวเอง อันนี้แหละที่น่ากลัว จะทำให้เราขาดความมั่นใจในตัวเอง อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง หรือคนรอบข้างได้ มันจะทำให้เราเป็นศัตรูกับคนรอบๆตัวเรา หรือทำให้เราพูดออกมาคนเดียว มันจะคอยยุแหย่ เราอย่างนั้นเรื่อยๆ เพื่อให้เราเกิดความอึดอัด พอเราพูดออกมา(หมายถึงระบายความอึดอัดออกมา) แต่คนรอบข้างจะไม่เข้าใจ และคิดว่าเราเป็นโรคประสาท อาจถึงขั้นที่เรียกว่าเส้นเลือดในสมองแตก แล้วก็จะเป็นบ้าไปในที่สุด สำคัญที่ตัวเรานั้นต้องควบคุมและตั้งสติตัวเองให้ดีๆ หรืออย่าเผลอใจไปกับเสียงที่ได้ยิน
  •  สุดยอดการโกหก
  • มาดูความสุดยอดการโกหกอีกหนึ่งเรื่องที่พวกมันทำกัน
  • ก็แกล้งทำเป็นโทรศัพท์ เอาเป็นว่าเรากำลังจะไปเล่นการพนันที่บ่อนใดบ่อนหนึ่งก็แล้วกัน
  • มันก็จะชิงความคิดว่าโทรแจ้งตำรวจว่าเราจะไปเล่นการพนันที่บ่อนนั้น เรายังไม่ทันไปหรอกมันก็จะทำเสียงว่าขึงขัง(น่าดู) ว่าแจ้งตำรวจแล้วทำว่ากำลังคุยกับตำรวจหรือประมานนั้น
  • มาดูเหตุความจริงกันบ้างว่าการที่ตำรวจจะไปจับคนร้ายนั้นจะบอกให้คนร้ายรู้ตัวก่อนล่วงหน้าหรือไม่แล้วมันจะมาบอกให้เราได้ยินได้ไงทั้งๆที่เรายังไม่ได้ไปไหนก็แค่คิดเฉยๆแค่นั้นเอง
  • สุดยอดมากกับการโกหกแบบนี้
  • จุดประสงค์ก็แค่หลอกลวงไปวันๆ มันยอมที่จะใช้การโกหกกับเหยื่อ แล้วเรามาคิดดูว่ากับคนที่ไปหาจะมีอะไรเหลือ กี่คนแล้วที่ต้องเสียทรัพย์สิน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงการทำงานของพวกมัน
  • มาดูการโกหกของพวกมันอีกอย่างนึง
  • ผู้ที่ถูกกระทำก็จะนึกว่าพวกมันนั้นมีความรู้ที่น่านับถือ แต่จริงๆแล้วพวกมันแทบไม่รู้อะไรเลย
  • มันก็แค่อาศัยการลักไก่ หรือแค่เป็นชั้นเชิงของพวกมันก็แค่นั้นเอง
  • สมมุติ เหตุการง่ายๆเช่น การลักไก่ คือทำเหมือนว่าตัวของพวกมันนั้นเหนือกว่า ให้ลองสังเกตุน้ำเสียงดีๆ
  •   ทำที่ว่าเป็นโทรศัพท์ หาบุคคลที่3 ซึ่งเป็นใครก็แล้วแต่จะใช้จะทำมาเป็นตัวละครที่แต่งขึ้นมา มุกที่ใช้ ก็จะเป็น มุกของคนขายยาบ้า ประมาณว่าทำทีเป็นโทรแจ้งตำรวจ ว่าเรามีเบอร์ของคนขายยาบ้า (ถึงเราจะไม่มีก็ตาม) เรียกว่าการกล่อมประสาทขั้นต้น เพื่อบีบความรู้สึกของคนๆนั้น สังเกตจากน้ำเสียงดูได้เลยว่า เป็นการคุยกันเองหรือว่าสร้างตัวละครอีกตัวหนึ่งขึ้นมา แต่ก็พวกมันกันเองนั้นแหละ เล่ากันไปเล่ากันมา (นี่ก็เป็นจิตวิทยาอีกอย่างหนึ่ง แต่รวมไว้กับไสยศาสตร์) ขั้นตอนใช้เสียงขั้นตอนต่อไป
  • หลังจากที่เป็นเสียงที่บอกมาในขั้นต้นที่พวกมันทำแล้วไม่เกิดผล ก็จะเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห เป็นเสียงในลักษณะ โวยวาย เสียงดังจนทำให้เกิดอาการเครียด หรือเกิดความกลัว
  • ขั้นตอนการแก้ อาการพวกนี้ เราก็ต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ในสิ่งที่เราทำอยู่ เสียงมันจะเป็นในแบบที่ว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือพวกเราหรือมีอำนาจเหนือพวกเรา หรือทำเป็นข่มขู่ให้เรารู้สึกกลัวพวกมัน ความกลัวของคนทั่วไปคือจุดอ่อนที่ดีที่สุด (หรือเรียกว่าการข่มขวัญของคู่ต่อสู้ ) จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ใครที่โดนแบบนี้ต้องตั้งสติดีๆ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ได้ยิน ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เสียงเท่านั้น
  • ทำลักษณะเหมือนกับว่านั่งล้อมวงคุยกัน แล้วคุยกันถึงเรื่องราวของคนนั้นๆ คุยกันในการกระทำของคนนั้นในแต่ละวันที่เขาได้ทำในแต่ละวัน แล้วเหมือนทำเป็นมานั่งคุยกัน คุยอยู่อย่างนั้นแหละ และทำแบบว่าเป็นการตั้งคำถาม
  •        พูดในลักษณะเป็นการจับผิด
  •         นำการกระทำของคนนั้นมาตีความด้วยคำพูด เช่น เรากำลังทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่มันก็จะพูดตามไปเรื่อยๆ ลองนึกนะดูว่า ถ้าเรากำลังทำอะไรแล้วมีคนพูดตาม ตามการกระทำของเรา แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร เกิดความรำคาญซิ ทุกๆอิริยาบททุกๆการกระทำ พูดไปเรื่อยๆ พูดซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ทำให้รู้สึกว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องใหญ่ต้องทำเสียงให้เหมือนกับกำลังโมโห ลองนึกดูว่าเวลาเราโดนจับผิดมากๆ ในแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ก็ต้องเครียดเป็นเรื่องธรรมดา
  • พอเครียดแล้วก็จะเกิดอาการเหม่อลอย หรือตาขวาง ทีนี้ก็จะมองคนรอบๆตัว ว่าด่าเรามั่งละ
  • แอบพูดเรื่องของเรา ก็ยิ่งจะเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลร้ายก็คืออาจทำร้ายคนรอบข้างได้ ซึ่งก็จะเข้าทางของพวกมัน
  •    วิธีรักษา
  •  ในที่นี้จะว่าด้วยเรื่องการรักษาที่มาจาก อัลกุรอ่าน และ ซุนนะฮฺ เท่านั้น ก่อนอื่น เรามาดูเรื่องการอีหม่าน และการเชื่อมั่นในหัวใจของเราก่อน ว่าเรามีมากน้อยแค่ไหน
  • การพึ่งปฏิหารนั้น เป็นลักษณะของคนป่า เราต้องรู้จุดอ่อนของตัวของเราก่อนและขอการช่วยเหลือจากอัลเลาะฮ์ (อิดีนัสซิรอ) การช่วยเหลือกับการอิบาดะนั้นคู่กัน แต่คนบางพวก อิบาดะ กับอัลเลาะ แต่ไปขอความช่วยเหลือกับอย่างอื่น
  • นี่คือจุดอ่อนของ มนุษย์ จึงทำให้อิบรีสได้หนทางในการที่จะทำให้ มุสลิม นั้นตั้งภาคี กับ อัลเลาะฮ์ เมื่อเรารักษา อัลเลาะฮ์ แล้ว อัลเลาะฮ์ จะรักษาเรา ท่านนบี ( ซล) *กล่าวว่า ถ้าเราต้องการจะขออะไรก็ให้ขอกับ อัลเลาะฮ์ แม้กระทั่งเชือกที่ผูกรองเท้า*    สัญชาติญาณของมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวในสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น(ยกเว้น กลัวอัลเลาะฮ์) ยิ่งพอบอกว่าเป็น ญิน หรือ ผี มักจะกลัวทันที พอจิตใต้สำนึกของตัวเองรู้ว่าตัวเองโดนคุณไสย์ หรือ ญินเข้า แทนที่ จะหันมา อิบาดะฮ์ แล้วดุอา กับอัลเลาะฮ์เอง กลับหันหน้าเข้าไปพึ่งพาหมอ ไสยศาตร์ ไปหาทำอะไร สิทธิ ความเป็นสิ่งที่ถูกสร้างจากอัลเลาะฮฺเท่ากัน จะเห็นได้ว่า อาการที่เกิดขึ้นข้างต้น จะสังเกต เห็นได้ว่า เป็น (อาม้าล ของ อิบรีส ทั้งนั้นเลย)
  •     *มีคนไม่กี่คนหรอกบนโลกนี้ ที่เวลาเกิดความเครียดแล้ว ไปอาบน้ำละหมาด แล้วมาละหมาด ทั้งๆที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างนั้น
  •     วิธีแ้ก้อาการ  ของผู้ที่ถูกทำไสยศาสตร์(ชนิดที่ทำให้หูแว่ว) หรือได้ยินเสียงคนคุยกัน
  • อาการของผู้ที่ถูกทำไสยศาสตร์(ชนิดนี้) รักษาได้ไม่ยาก ก็คือเราได้ยินเสียงที่มันพูดอย่างไร เราก็แค่พูดตามที่มันพูด มันไม่ีตัวตนที่แน่นอนหรอก สังเกตุจากน้ำเสียงได้ก็แค่พูดไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้ใจของคนที่โดนนั้นสงบ แค่สร้างความปั่นป่วนก็แค่นั้น

                                                                     มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน
 บางครั้งเราอาจกลัวแค่ว่า รูปภายนอกที่เรามองเห็นพวกมัน อุปกรณ์ที่อยู่รอบๆตัวของพวกมัน (ในที่นี้หมายถึงหมอไสยศาสตร์ที่เป็นอิสลาม)มันแค่สิ่งที่พวกมันสร้างภาพขึ้นมา วิธีพูด กิริยาหรือท่าทางเพื่อทำให้ดูแค่ว่าน่าเกรงขามก็เท่านั้น มันแค่แค่จิตวิทยาเพื่อการหลอกลวง หรือเรียกว่าเป็นการปล้นอย่างหนึ่ง( อ่านรายละเอียดต่อที่ หมอหรือโจร )และก็เฉพาะหมอที่เป็นอิสลามด้วย อิสลามห้าม (ฮารอม) อยู่แล้วกับการเรียน หรือการนำมาซึ่งไสยศาสตร์ หรือที่เกี่ยวข้อง (เงินที่ได้มาจากสิ่งนั้นทั้งหมดถือว่าเป็นฮารอม )  แล้วคนที่ไปก็มีส่วนด้วยทั้งหมดทุกกรณี
   การโกหกคือการทำงานของพวกมัน  มันจะใช้การพูดใส่ร้ายหรือปั้นเรื่องขึ้นมา เช่น ทำเป็นพูดให้ได้ยินว่ามันแจ้งตำรวจว่าเราเป็นคนขายยาบ้า หรือยาเสพติดหรืออะไรก็ได้ที่ผิดกฏหมาย ตัวอย่างเช่น
เรามีเบอร์โทรศัพท์ของคนขายยาเพื่อให้เรานั้นเกิดความสับสนหรือเกิดความเครียด การที่เรานั้นจะพูดใส่ร้ายคนนั้นงาฃ่ายมากใครก็ทำได้ขึ้นอยู่กับวิธีการของพวกมันก็เท่านั้น ถ้าเราเกิดความสับสนวุ่นวายใจพวกมันก็จะถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นตอนนี

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความกลัว+ไสยศาสตร์+อิสลาม+การศรัทธา

คนส่วนใหญ่จะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นมันก็แค่เกิดจากจิตใต้สำนึกของคำว่ามนุษย์ โดยเฉพาะกับคำว่าไสยศาสตร์ก็จะเกิดความกลัวขึ้นมาทันทีเพราะเราโดนปลูกฝังมาว่า ต้องกลัวพวกมัน
 แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เรือ่งที่จะต้องกลัว โดยเฉพาะกลับหมอประเภทนี้
  มันขึ้นอยู่กับว่าเราคิดที่จะสู้กับพวกมันหรือไม่( มันจะเอาอะไรมาสู้กับคำว่าผู้ศรัทธา)
                                      มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน
 บางครั้งเราอาจกลัวแค่ว่า รูปภายนอกที่เรามองเห็นพวกมัน อุปกรณ์ที่อยู่รอบๆตัวของพวกมัน (ในที่นี้หมายถึงหมอไสยศาสตร์ที่เป็นอิสลาม)มันแค่สิ่งที่พวกมันสร้างภาพขึ้นมา วิธีพูด กิริยาหรือท่าทางเพื่อทำให้ดูแค่ว่าน่าเกรงขามก็เท่านั้น มันแค่แค่จิตวิทยาเพื่อการหลอกลวง หรือเรียกว่าเป็นการปล้นอย่างหนึ่ง( อ่านรายละเอียดต่อที่ หมอหรือโจร )และก็เฉพาะหมอที่เป็นอิสลามด้วย อิสลามห้าม (ฮารอม) อยู่แล้วกับการเรียน หรือการนำมาซึ่งไสยศาสตร์ หรือที่เกี่ยวข้อง (เงินที่ได้มาจากสิ่งนั้นทั้งหมดถือว่าเป็นฮารอม )  แล้วคนที่ไปก็มีส่วนด้วยทั้งหมดทุกกรณี

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

ไสยศาสตร์ประเภทที่สามารถอ่านจิตใจของคนได้

                            ไสยศาสตร์ประเภทที่สามารถอ่านจิตใจของคนได้
ไสยศาสตร์ ประเภทนี้ส่วนมากใช้ในการทำนายอดีตได้ จะแม่นมากจากเหตุการของอดีตแล้วก็จะประเมินออกมาเป็นคำทำนายของอนาคต มันจะไม่รู้อดีตได้อย่างไรก็มันสามารถอ่านจิตของคนที่มันต้องการได้
อาจดูแล้วน่าเกรงขามเพราะสิ่งที่มันทำนั้น ก็แค่เหนือกว่าคนทั่วไปนึดเดียว
  มาดูความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกันบ้างว่าจะเป็นอย่างไร
  มันใช้การอ่านจิตแล้วพูดออกมาให้คนที่มันทำได้ยินเสียงคนที่มันทำมีข้อมูลอะไรในหัวสมองมันรู้หมด
แต่มันจะแกล้งทำเป็นไม่ไม่รู้(เป็นอุบายของมัน) มันรู้หมด แต่มันจะเลือกใช้ความเข้มข้นของการดึงข้อมูลในความคิดก็เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาหามีฐานะทางการเงินที่ดี เพื่อหลอกล่อเอาเงินของเหยื่อเรื่อยๆแต่จะไม่เอาครั้งละมากๆ เลี้ยงไข้ไว้ก่อน ผลเสียจะไม่ได้เกิดจากผู้ที่ถูกกระทำแต่จะเกิดจากผู้ที่ไปหานั้นแหละ (ความโมโห ของการอยากไดสามีคืนย่อมจะยอมทุ่มสุดตัวอยู่แล้ว

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

สุดยอดการโกหก ของหมอประเภทนี้

สุดยอดการโกหก ของหมอประเภทนี้
พวกมันคือสุดยอดแห่งการโกหก   คนที่ถูกกระทำ  อย่าได้ไปเชื่อในสิ่งที่พวกมันพูดอย่างเด็ดขาด
มีหลายๆคนที่ต้องเสียทรัพย์สินมามากมายแล้ว มันจะคอยทำเสียงกระซิบให้เราเผลอใจไปโอนเงินมาให้พวกมัน ด้วยคำพูดเล่ห์กลอุบายต่างนาๆ
  สมมุติให้หนึ่งเหตุการ


 ในเมื่อพวกมันสามารถรู้จิตใจของผู้ที่มันกระทำได้ แล้วทำไมมันจะทำย้อนกลับไปที่ผู้ที่ไปหามันไม่ได้
หลายๆคนมองข้ามตรงนี
   การโกหกคือการทำงานของพวกมัน  มันจะชใ้การพูดใส่ร้ายหรืิปั้นเรื่องขึ้นมา เช่น ทำเป็นพูดให้ได้ยินว่ามันแจ้งตำรวจว่าเราเป็นคนขายยาบ้า หรือยาเสพติดหรืออะไรก็ได้ที่ผิดกฏหมาย ตัวอย่างเช่น
เรามีเบอร์โทรศัพท์ของคนขายยาเพ่ือให้เรานั้นเกิดความสับสนหรือเกิดความเครียด การที่เรานั้นจะพูดใส่ร้ายคนนั้นงาฃ่ายมากใครก็ทำได้ขึ้นอยู่กับวิธีการของพวกมันก็เท่านั้น ถ้าเราเกิดความสับสนวุ่นวายใจพวกมันก็จะถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นตอนนีั
  วิธีแก้ อย่าไปใส่ใจกับเสียงที่ได้ยิน มันก็แค่คืดการโกหกเพื่อความอยู่รอดของพวกมันก็แค่นั้น
ถ้าเป็นคนทั่วไปอยากถามว่าการโกหกเพื่อให้ตัวเองนั้นดูมีค่าเหนือคนอื่นๆนั้น จะทำไปเพื่ออะไรแต่พวกมันทำ เพราะสิ่งที่มันทำคือพื้นฐาน หรือสันดานเดิมของพวกมัน

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

ในแต่ละวันจะเป็นอย่างไรเมื่อใช้ไสยศาสตร์ประเภทนี้

ตอนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับ เสียงที่ได้ยิน
   เสียงที่ได้ยินนี้ มันจะทำเป็นโวยวาย เสียงที่ฟังดูแล้วอาจจัทำให้เครียด เพราะนี่คือจุดประสงค์หลักของพวกมัน จะทำโวยวายกับเหตุการของเราในแต่ละวันลองสังเกตุดูลองแยกเสียงออกดูว่าจะเป็นแบบนี้
1 ประโยคบอกเล่า
2ประโยคในลักษณะที่ว่าเล่าให้คนอื่นฟัง หรือทำเหมือนกับว่ากำลังที่จะฟ้องหรือเล่าให้ใครก็แล้วแต่ที่มันจะอุปโลคขึนมาแต่คนที่มันจะสมมุติขึ้นมานั้นต้องเป็นคนที่เราเคารพ หรือไม่ก็เสียงของเจ้านายเราถ้าเราเป็นคนทำงานที่เป็นลูกจ้าง
3จะไม่มีเสียงของโทรศัพท์ เช่น เสียงกดเบอร์ เสียงวางสาย หรือเสียงที่รอสายยอะไำรทั้งนั้นเป็นแค่กลยุทธแค่นั้นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ผลเสียของการไปหาหมอไสยศาสตร์(ทำเสน่ห์)

มีไสยศาสตร์อยู่อีกอย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ได้ยินเสียงของคนคุยกันอาจเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติยากที่จะเข้าใจและหาที่มาของต้นตอของเสียงนั้นได้ หรือที่เรียกกันว่า (หูแว่ว) หลายๆคนคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ(ยากที่จะอธิบายได้ในเหตุผลทางวิทยาศาสตร์)ทำให้หมอทางไสยศาสตร์ประเภทนี้มีแต่คนที่น่ายกยอหรือสรรเสริญ
         แต่ผลเสียของการ ไปหาหมอประเภทนี้ผลเสียที่ตามมาสำหรับคนที่ไปหานั้นมากจนคิดไม่ถึง
  อธิบาย     มาดูเป้าหมายหรือเหยื่อที่หมอพวกนี้เลือกกันว่าเป็นคนกลุ่มไหน
1 เมียหลวง เหตุผลเพราะ
1.1 ฐานะทางการเงิน
1.2 อารมณ์ ของการที่ต้องเสียสามีให้กับคนอื่่่น
     ฐานะทางการเงิน คือ คนที่อยู่ในอารมณ์ของการที่ต้องเสียสามีไปนั้นย่อมขาดความยั้งคิดที่จะใช้เงินในการทุ่มเทเพื่อให้ได้สามีกลับคืนมา (จ่ายเท่าไหร่ก็ยอม)ก็เข้าทางของคนกลุ่มนี้ (ไปดูอาการของผู้ที่เป็นสามีกันว่าหลังจากที่ทำไสยศาสตร์แล้วจะมีอาการอย่างไร)
คนส่วนใหญ่ที่ไปหาหมอประเภทนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะทางบ้านค่อนข้างดีมาก ลองนึกดูว่าถ้าเป็นธรรมดาทั่วๆไปอาจจะไม่ไปเพราะค่าใช้จ่ายทางนี้ค่อนข้างสูงพอสมควร

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

การแก้ไสยศาสตร์ ตามแบบซุนนะฮ์ และอัลกุรอ่าน

       เรื่องนี้จัดทำ  ขึ้น เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ สงสัยว่าตัวเองนั้น นั้นถูกไสยสาสตร์ หรือถูกกระทำด้วยคุณไสย เรียกว่า การโดนญินเข้า  หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตามหลักของศาสนาอิสลามห้ามการใช้ไสยศาสตร์ แก้ ไสยศาสตร์ การไปหาหมอไสยศาสตร์ การไปหาหมอดู การทำเสน่ห์ หรือที่เกี่ยวข้อง หรือเข้าไปมีส่วนร่วม
 ญิน(ในลักษณะดังนี้ จะไม่มีความรู้อะไรเลยนอกจากความรู้ของคนที่มันสิงอยู่ มันก็แค่อาศัยการอ่านจิตใจ แล้วทำทีเหมือนกับว่าตัวมันนั้นมีความรู้ที่เหนือกว่า แต่จริงๆแล้ว เป็นแค่การข่มขวัญทางด้านของจิตวิทยามากกว่า) หลัการทำงานของพวกมันนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ใช้จิตวิทยา (ของการโกหกแต่ไม่ใช่เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา )
สิ่งที่มันทำได้ในแต่ละวัน คือ  นั่งเล่าเรื่องราวในแต่ละวันๆ ก็เท่านั้น ให้คนที่โดนมันสิง ลองประเมินสถานการณ์ ด้วยตัวเอง และด้วย สติปัญญา ของตัวเองได้ว่า มันไม่มีค่าอะไรเลย ก็แค่เสียงการนั่งคุยหรือการนั่งเล่ากันไปวันๆ แต่มันจะไม่แต่งเรื่องขึ้นมาเล่า แต่ก็แค่หาจุดอ่อนของคนๆนั้น หาข้อเสียของคนๆนั้นเอามานั่งเล่ากันก็เท่านั้นซึ่งการกระทำแบบนั้น เรียกว่า การ ฟิตนะ( การสร้างความปั่นป่วน) ซึ่งถือว่า เป็นการกระทำ ของอิบรีส และมันจะพยายาม ยุ แหย่ ให้เราทำในสิ่งที่ ศาสนา ห้าม แต่ถ้าเราไม่ทำ มันก็จะ สร้าง ความปั่นป่วนในหัวใจของเราในขณะที่เราทำ อิบาดะฮ์
การแก้  คือให้เรา เหนียต ซอดาเกาะฮ์ อิบาดะห์
ของเราให้มันไปด้วย เราเองต้องทำใจว่า อย่าใจแคบในผลบุญ
       ในการอิบาดะฮ์ ของเรา ฝึกตรงนี้ให้ผ่าน
  และจะอธิบายถึงวิธีรักษา ที่มา อัลกุรอ่าน
      และ  ซุนนะฮฺ ของท่านนบีมูฮำมัด(ซล)
   จะใช้การทำไสยศาสร์ แบบนี้กับใคร
    1 การทำเสน่ห์
   2 ฝังรูปฝังรอย
  3 การหาของหาย
     หลังจากที่ให้ญินเข้าไปแล้ว (กรณีนี้ยังไม่พูดถึงว่า น้ำลายยืดคุยไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นการเข้าแบบไม่เต็มตัว)
ก็จะทำให้เป็นเสียงเหมือนกระซิบ เพื่อให้เป้าหมายเกิดอาการเครียดก็จะทำเป็นเสียงให้ได้ยิน หรือโดยทั่วไปเรียกว่าอาการ  หูแว่ว
     มาดูอาการเบื้องต้นกันว่าจะมีลักษณะอาการอย่างไร
หลักการใช้เสียงส่วนใหญ่
  จะแบ่งลักษณะของเสียงได้ ดังนี้
1 เสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห
คือใช้น้ำเสียงที่ข่อนข้างแข้งกร้าว ฟังดูดุดันหรือใช้เสียงที่ทำเหมือนว่า อยู่ในสถานการณ์ที่เหนือกว่า( เปรียบเทียบง่ายๆคือ การลักไก่ที่เหมือนกับการเล่นการพนัน)
2 เสียงที่ฟังแล้ว เหมือนเป็นการ พูดชม  หรือ พูดยกยอ ต่างๆนาๆ
3 เสียงที่ฟังแล้ว เหมือนเป็นการดูถูก แต่ไม่หยาบคาย จะไม่มีคำด่าทอที่รุนแรง แต่แอบแฝง
และเชือดเฉือน  คำหยาบที่สุดคือ แม่ง หรือ มึง
4 เสียงจากโทรศัพท์ เป็นเหมือนเสียง ที่ได้ยินจากโทรศัพท์ ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าเรื่องมากกว่า
5 นำเอาคำพูดเก่าที่เคยพูดมา แล้วพูดวนอยู่อย่างนั้น  เรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้จิตของผู้ที่โดนสิงจนเกิดความเครียดขึ้นให้มากกว่าเดิม
 6 ทำเป็นเหมือนกับว่ากำลังคุยกับใครก็แล้วแต่จะสมมุขึ้นมา ทำเหมือนกับการตั้งคำถาม เช่น ทำงานอะไร มีลูกเมีย ยังไง แต่จะใช้การเปลี่ยนเสียงหรือเลียนแบบเสียงของคนอาวุโสสูงกว่า
                            ขั้นตอนต่อไป
เสียงพูด เพื่อให้เรา ขาดความเป็นตัวของตัวเอง อันนี้แหละที่น่ากลัว จะทำให้เราขาดความมั่นใจในตัวเอง อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง หรือคนรอบข้างได้ มันจะทำให้เราเป็นศัตรูกับคนรอบๆตัวเรา หรือทำให้เราพูดออกมาคนเดียว มันจะคอยยุแหย่ เราอย่างนั้นเรื่อยๆ เพื่อให้เราเกิดความอึดอัด พอเราพูดออกมา(หมายถึงระบายความอึดอัดออกมา) แต่คนรอบข้างจะไม่เข้าใจ และคิดว่าเราเป็นโรคประสาท อาจถึงขั้นที่เรียกว่าเส้นเลือดในสมองแตก แล้วก็จะเป็นบ้าไปในที่สุด สำคัญที่ตัวเรานั้นต้องควบคุมและตั้งสติตัวเองให้ดีๆ หรืออย่าเผลอใจไปกับเสียงที่ได้ยิน
             1 หูแว่ว(ได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกัน)
  1.1 หูแว่ว หรือได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกัน
 เสียงที่ได้ยิน จะมี ประมาน 4คน เป็นเสียงผู้ชาย 2คน และเป็นเสียง ผู้หญิง 2คน จับเสียงได้ผู้หญิง จะเรียกตัวเองว่า อุษา
  เสียงผู้ชาย  2คน คร่าวๆ  อายุ น่าจะซักประมาณ 60ต้นๆ และอีกเสียง ก็น่าจะประมาณ 30กว่าๆ40ไม่เกิน40 แน่นอน  
 เสียงผู้หญิง  ก็น่าจะไล่ๆกัน แต่สำหรับ อุษา อายุน่าจะยังไม่มาก เพระจะใช้คำแทนตัวเองว่า หนู
 1 ทำเป็นเสียงให้ได้ยิน (แล้วมันเป็นเสียงยังไงล่ะ) มันมีหลายขั้นตอน ทำเป็นเสียงให้คนฟังแล้วรู้สึกเครียด (เรียกว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง)
จะว่าไปแล้วมันก็แค่เป็นการใช้ หลักของจิตวิทยารวมกับส่วนของไสยศาสตร์
   ว่าด้วยเรื่องของจิตวิทยาก่อนคนเราถ้ารู้เครียดแล้วเรียกว่า จิตเสีย ลองสังเกตดูว่าคนที่มีความเครียดนั้นตาจะขวางแววตาจะขุ่นมัว(ก็เข้าทางของพวกมัน)มันจะพูดทุกอย่างที่ทำให้คนที่โดนนั้นรูสึกเครียด  (แล้วจะพูดอย่างไรให้คนรู้สึกเครียด) 
วิธีทำงานคือ  ทำเป็นลักษณะเหมือนกับ การนั่งล้อมวงคุยกัน มาดูกันว่านั่งคุยกันแบบไหน
1.2 ทำที่ว่าเป็นโทรศัพท์ หาบุคคลที่3 ซึ่งเป็นใครก็แล้วแต่จะใช้จะทำมาเป็นตัวละครที่แต่งขึ้นมา มุกที่ใช้ ก็จะเป็น มุกของคนขายยาบ้า ประมาณว่าทำทีเป็นโทรแจ้งตำรวจ ว่าเรามีเบอร์ของคนขายยาบ้า (ถึงเราจะไม่มีก็ตาม) เรียกว่าการกล่อมประสาทขั้นต้น เพื่อบีบความรู้สึกของคนๆนั้น สังเกตจากน้ำเสียงดูได้เลยว่า เป็นการคุยกันเองหรือว่าสร้างตัวละครอีกตัวหนึ่งขึ้นมา แต่ก็พวกมันกันเองนั้นแหละ เล่ากันไปเล่ากันมา (นี่ก็เป็นจิตวิทยาอีกอย่างหนึ่ง แต่รวมไว้กับไสยศาสตร์)  ขั้นตอนใช้เสียงขั้นตอนต่อไป
หลังจากที่เป็นเสียงที่บอกมาในขั้นต้นที่พวกมันทำแล้วไม่เกิดผล  ก็จะเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห เป็นเสียงในลักษณะ โวยวาย เสียงดังจนทำให้เกิดอาการเครียด หรือเกิดความกลัว
 ขั้นตอนการแก้ อาการพวกนี้ เราก็ต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ในสิ่งที่เราทำอยู่ เสียงมันจะเป็นในแบบที่ว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือพวกเราหรือมีอำนาจเหนือพวกเรา หรือทำเป็นข่มขู่ให้เรารู้สึกกลัวพวกมัน ความกลัวของคนทั่วไปคือจุดอ่อนที่ดีที่สุด (หรือเรียกว่าการข่มขวัญของคู่ต่อสู้ ) จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ใครที่โดนแบบนี้ต้องตั้งสติดีๆ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ได้ยิน ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เสียงเท่านั้น
   ทำลักษณะเหมือนกับว่านั่งล้อมวงคุยกัน แล้วคุยกันถึงเรื่องราวของคนนั้นๆ คุยกันในการกระทำของคนนั้นในแต่ละวันที่เขาได้ทำในแต่ละวัน แล้วเหมือนทำเป็นมานั่งคุยกัน คุยอยู่อย่างนั้นแหละ และทำแบบว่าเป็นการตั้งคำถาม เพื่อหาข้อความในการใช้จิตทยาในขั้นตอนของการจับผิดด้วยคำพูด
พูดในลักษณะเป็นการจับผิด
1.1 นำการกระทำของคนนั้นมาตีความด้วยคำพูด เช่น เรากำลังทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่มันก็จะพูดตามไปเรื่อยๆ ลองนึกนะดูว่า ถ้าเรากำลังทำอะไรแล้วมีคนพูดตาม  ตามการกระทำของเรา แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร เกิดความรำคาญซิ ทุกๆอิริยาบททุกๆการกระทำ พูดไปเรื่อยๆ  พูดซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ทำให้รู้สึกว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ต้องทำเสียงให้เหมือนกับกำลังโมโห
ลองนึกดูว่าเวลาเราโดนจับผิดมากๆ ในแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ก็ต้องเครียดเป็นเรื่องธรรมดา
พอเครียดแล้วก็จะเกิดอาการเหม่อลอย หรือตาขวาง ทีนี้ก็จะมองคนรอบๆตัว ว่าด่าเรามั่งละ
แอบพูดเรื่องของเรา ก็ยิ่งจะเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลร้ายก็คืออาจทำร้ายคนรอบข้างได้ ซึ่งก็จะเข้าทางของพวกมัน ( หลายๆครั้งผมเองก็เกือบทำร้ายคนรอบๆตัวเหมือนกัน)
วิธีรักษา
      วิธีรักษา ในที่นี้จะว่าด้วยเรื่องการรักษาที่มาจาก   อัลกุรอ่าน และ ซุนนะฮฺ   เท่านั้น ก่อนอื่น เรามาดูเรื่องการอีหม่าน และการเชื่อมั่นในหัวใจของเราก่อน ว่าเรามีมากน้อยแค่ไหน
 การพึ่งปฏิหารนั้น เป็นลักษณะของคนป่า เราต้องรู้จุดอ่อนของตัวของเราก่อนและขอการช่วยเหลือจากอัลเลาะฮ์    (อิดีนัสซิรอ)   การช่วยเหลือกับการอิบาดะนั้นคู่กัน แต่คนบางพวก อิบาดะ กับอัลเลาะ แต่ไปขอความช่วยเหลือกับอย่างอื่น
  นี่คือจุดอ่อนของ มนุษย์  จึงทำให้อิบรีสได้หนทางในการที่จะทำให้ มุสลิม นั้นตั้งภาคี กับ อัลเลาะฮ์ เมื่อเรารักษา    อัลเลาะฮ์  แล้ว  อัลเลาะฮ์    จะรักษาเรา   ท่านนบี (  ซล) กล่าวว่า ถ้าเราต้องการจะขออะไรก็ให้ขอกับ อัลเลาะฮ์ แม้กระทั่งเชือกที่ผูกรองเท้า สัญชาติญาณของมนุษย์
        ส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวในสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น(ยกเว้น กลัวอัลเลาะฮ์) ยิ่งพอบอกว่าเป็น  ญิน หรือ ผี มักจะกลัวทันที พอจิตใต้สำนึกของตัวเองรู้ว่าตัวเองโดนคุณไสย์ หรือ ญินเข้า แทนที่ จะหันมา อิบาดะฮ์ แล้วดุอา กับอัลเลาะฮ์เอง กลับหันหน้าเข้าไปพึ่งพาหมอ ไสยศาตร์ ไปหาทำอะไร สิทธิ ความเป็นสิ่งที่ถูกสร้างจากอัลเลาะฮฺเท่ากัน
   จะเห็นได้ว่า อาการที่เกิดขึ้นข้างต้น จะสังเกต เห็นได้ว่า เป็น (อาม้าล  ของ อิบรีส ทั้งนั้นเลย)
   มีคนไม่กี่คนหรอกบนโลกนี้ ที่เวลาเกิดความเครียดแล้ว ไปอาบน้ำละหมาด แล้วมาละหมาด ทั้งๆที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างนั้น