วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อิสลาม+ความกลัว+ไสยศาสตร์+โจรที่ปล้นการศรัทธา(อีหม่าน)

อิสลาม+ความกลัว+ไสยศาสตร์+โจรที่ปล้นการศรัทธา(อีหม่าน) วิธีแก้ เมือ่ได้ยินเสียงที่ไม่สามารถหาที่มาของเสียงได้ก็แค่พูดตามเสียงที่ได้ยิน

                                                                                       mymuslim2012
      เรื่องราวของไสยศาสตร์ นั้นมีหลายๆอย่างแต่ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ก็ เป็นอีกแขนงหนึ่งจากคำว่าไสยศสาตร์ที่มี เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้ จะบอกเล่าถึงอาการของผู้ที่ถูกคุณไสยย์ ของการทำเสน่ห์ และจะอธิบายอาการของมัน ทีละขั้น ทีละตอนอย่าละเอียด และผลได้ ผลเสียอย่างมาก กับการไปหา่หมอจำพวกนี้ และผลเสียของมันมากมายจนคุณนึกไม่ถึง
เรื่องนี้จะแบ่งเป็น 3 หัวข้อใหญ่ คือ 
  1.  อาการต่างที่เกิดขึ้้น
  2.   วิธีรักษา
  3.   ผลเสียที่เกิดจากการไปหาหมอ(ทำสเน่ห์) ประเภทนี้
  • การใช้ไสยศาสตร์เพื่ออ่านจิตใจและวิธีการแก้     
  •         ญิน(ในลักษณะดังนี้ จะไม่มีความรู้อะไรเลยนอกจากความรู้ของคนที่มันสิงอยู่ มันก็แค่อาศัยการอ่านจิตใจ แล้วทำทีเหมือนกับว่าตัวมันนั้นมีความรู้ที่เหนือกว่า แต่จริงๆแล้ว เป็นแค่การข่มขวัญทางด้านของจิตวิทยามากกว่า) หลัการทำงานของพวกมันนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ใช้จิตวิทยา (ของการโกหกแต่ไม่ใช่เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา เสียงมันจะเป็นในแบบที่ว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือพวกเราหรือมีอำนาจเหนือพวกเรา หรือทำเป็นข่มขู่ให้เรารู้สึกกลัวพวกมัน(หรือเรียกว่าการข่มขวัญของคู่ต่อสู้ ) จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ใครที่โดนแบบนี้ต้องตั้งสติดีๆ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ได้ยิน ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เสียงเท่านั้น
  •   ตอนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับ เสียงที่ได้ยิน 
เสียงที่ได้ยินนี้ มันจะทำเป็นโวยวาย เสียงที่ฟังดูแล้วอาจจะทำให้เครียด ใช้การข่มขู่ให้เหยื่อเกิดความกลัว คนส่วนใหญ่จะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นมันก็แค่เกิดจากจิตใต้สำนึกของคำว่ามนุษย์ โดยเฉพาะกับคำว่าไสยศาสตร์ก็จะเกิดความกลัวขึ้นมาทันทีเพราะเราโดนปลูกฝังมาว่า ต้องกลัวพวกมัน แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เรือ่งที่จะต้องกลัว โดยเฉพาะกลับหมอประเภทนี้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราคิดที่จะสู้กับพวกมันหรือไม่( มันจะเอาอะไรมาสู้กับคำว่าผู้ศรัทธา)***
  พวกมันเรียกตัวเองร่างทรง 
ตามคำสอนของอิสลามพวกนี้ถือเป็นบาปที่ใหญ่ที่สุด ชิริก แล้วคนที่ไปหาก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย

  • สุดยอดการโกหก ของหมอประเภทนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงการทำงานของพวกมัน 
  •     หมอ-ไสยศาสตร์-โจร พวกมันเรียกตัวเองร่างทรง ตามคำสอนของอิสลามพวกนี้ถือเป็นบาปที่ใหญ่ที่สุด ชิริก แล้วคนที่ไปก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย เมื่อมันสามารถที่ใช้ญิน ในการเป็นสื่อกลางได้มัน จะต่างอะไรกับโจร อ่านรายละเอียดได้ในบล๊อก หมอ-ไสยศาสตร์-โจร( คือความเหมือนที่แตกต่างกันตรงชุดที่ใส่) ถ้าคุณกำลังไปหาไสยศาสตร์ที่ใช้ (ญิน ) เป็นเครื่ิองมือในการหากิน ก็เหมือนกับการที่เรากำลังจะไปหาโจร (โจรที่มันปล้น ความรู้ของคนที่มันใช้ใ(ญิน) ไปหาเหยื่อ (ผู้ถูกกระทำ ) ต่างกันที่โจรไม่ได้ความที่ดูแล้วน่ายกย่อง หมอพวกนี้มันจะปล้นเอาความรู้ที่เหยื่อมี เพราะในเมื่อมันสามารถที่จะอ่านจิตใจ หรือการใช้จิตวิทยาในการล่อลวงเหยื่อด้วยคำพูดและท่าทางของพวกมันไม่ว่าเหยื่อจะมีความรู้มากน้อยแค่ไหน มีความรู้อะไร ความเป็นส่วนตัว ทรัพย์สินมีค่าที่ซ่ิอนไว้ รหัส A T M เรามั่นใจไดอย่างไรว่าเมื่อเราไม่มีผลประโยชน์ให้มันอย่างต่อเนื่องมันจะไม่กลับมาทำร้ายเจ้าของ เพราะด้วยเหตุนี้อิสลามจึงห้ามที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ญิน+ซัยตอน ก็คืออย่างเดียวกัน สันดานเดิมของมันก็คือ อวดดี โกหก แล้วเราจะเชื่อพวกมันได้อย่างไร ทั้งอัลกุรอ่าน ทั้งฮาดิษ ก็มีหลายโองการที่สาบแช่งพวกมัน แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เดินเข้าไปหาพวกมันและให้การสนับสนุนพวกมัน ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องมุสลิมจะต้องมาช่วยกันเปิดโปงการทำงานของพวกมัน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียน ซูฟี ไม่จำเป็นต้องมี ขอแค่ว่า เรานั้นรักษาซุนนะฮ์ และอัลกุรอ่าน 
  • * หมายเหตุ* การที่เราไปหาหมอไสยศาสตร์ที่ไม่ได้อัลกุรอ่านและแบบอย่างที่ท่านนบีฯรับรองไว้ นั้นเป็นที่ต้องห้าม และถ้าเราไปมีส่วนร่วมหรืออย่างใด อย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องด้วย ซิริก กำลังรออยู่
  •   สุดยอดการโกหก ของหมอประเภทนี้มาดูการโกหกของพวกมันอีกอย่างนึงผู้ที่ถูกกระทำก็จะนึกว่าพวกมันนั้นมีความรู้ที่น่านับถือ แต่จริงๆแล้วพวกมันแทบไม่รู้อะไรเลยมันก็แค่อาศัยการลักไก่ หรือแค่เป็นชั้นเชิงของพวกมันก็แค่นั้นเองสมมุติ เหตุการง่ายๆเช่น การลักไก่ คือทำเหมือนว่าตัวของพวกมันนั้นเหนือกว่ ให้ลองสังเกตุน้ำเสียงดีๆซิที่เราเคยได้ยินข่าว ว่าใช้การป้ายยาเพื่อให้เหยื่อไปกดเงินให้ไม่มีจริงหรอก ก็มาจากการกระทำของพวกมันนี้แหละ ลองไปค้นประวัติ ของคนที่เป็นข่าวว่าโดนป้ายยา ซิ ส่วนใหญ่คือพวกที่ไปหาหมอประเภทนี้มาแล้วทั้งสิ้น
  •      หลังจากที่เป็นเสียงที่บอกมาในขั้นต้นที่พวกมันทำแล้วไม่เกิดผล ก็จะเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห เป็นเสียงในลักษณะ โวยวาย เสียงดังจนทำให้เกิดอาการเครียด หรือเกิดความกลัว ขั้นตอนการแก้ อาการพวกนี้ เราก็ต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ในสิ่งที่เราทำอยู่ เสียงมันจะเป็นในแบบที่ว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือพวกเราหรือมีอำนาจเหนือพวกเรา หรือทำเป็นข่มขู่ให้เรารู้สึกกลัวพวกมัน ความกลัวของคนทั่วไปคือจุดอ่อนที่ดีที่สุด (หรือเรียกว่าการข่มขวัญของคู่ต่อสู้ ) จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ใครที่โดนแบบนี้ต้องตั้งสติดีๆ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ได้ยิน ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เสียงเท่านั้น
  • ทำลักษณะเหมือนกับว่านั่งล้อมวงคุยกัน แล้วคุยกันถึงเรื่องราวของคนนั้นๆ คุยกันในการกระทำของคนนั้นในแต่ละวันที่เขาได้ทำในแต่ละวัน แล้วเหมือนทำเป็นมานั่งคุยกัน คุยอยู่อย่างนั้นแหละ และทำแบบว่าเป็นการตั้งคำถาม
  •  มาดูความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกันบ้างว่าจะเป็นอย่างไร
  • มันใช้การอ่านจิตแล้วพูดออกมาให้คนที่มันทำได้ยินเสียง มีข้อมูลอะไรในหัวสมองมันรู้หมด
  • แต่มันจะแกล้งทำเป็นไม่ไม่รู้(เป็นอุบายของมัน) มันรู้หมด แต่มันจะเลือกใช้ความเข้มข้นของการดึงข้อมูลในความคิดก็เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาหามีฐานะทางการเงินที่ดี เพื่อหลอกล่อเอาเงินของเหยื่อเรื่อยๆแต่จะไม่เอาครั้งละมากๆ เลี้ยงไข้ไว้ก่อน ผลเสียจะไม่ได้เกิดจากผู้ที่ถูกกระทำแต่จะเกิดจากผู้ที่ไปหานั้นแหละ (ความโมโห ของการอยากได้สามีคืนย่อมจะยอมทุ่มสุดตัวอยู่แล้ว)
  •    เสียงที่ได้ยิน*
  • จะมี ประมาน 4คน เป็นเสียงผู้ชาย 2คน และเป็นเสียง ผู้หญิง 2คน จับเสียงได้ผู้หญิง จะเรียกตัวเองว่า อุษา
  • เสียงผู้ชาย 2คน คร่าวๆ อายุ น่าจะซักประมาณ 60ต้นๆ และอีกเสียง ก็น่าจะประมาณ 30กว่าๆ40ไม่เกิน40 แน่นอน เสียงผู้หญิง ก็น่าจะไล่ๆกัน แต่สำหรับ อุษา อายุน่าจะยังไม่มาก เพระจะใช้คำแทนตัวเองว่า หนู
  •      จะใช้การทำไสยศาสร์ แบบนี้กับใคร

  •  การทำเสน่ห์
  •  ฝังรูปฝังรอย
  • การหาของหาย
  •  (กรณีนี้ยังไม่พูดถึงว่า น้ำลายยืดคุยไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นการเข้าแบบไม่เต็มตัว)
  • ก็จะทำให้เป็นเสียงเหมือนกระซิบ เพื่อให้เป้าหมายเกิดอาการเครียดก็จะทำเป็นเสียงให้ได้ยิน หรือโดยทั่วไปเรียกว่าอาการ หูแว่ว
  • มาดูอาการเบื้องต้นกันว่าเสียงจะมีลักษณะอาการอย่างไร
  • จะแบ่งลักษณะของเสียงได้ ดังนี้
  • 1 เสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห
  • คือใช้น้ำเสียงที่ข่อนข้างแข้งกร้าว ฟังดูดุดันหรือใช้เสียงที่ทำเหมือนว่า อยู่ในสถานการณ์ที่เหนือกว่า     ( เปรียบเทียบง่ายๆคือ การลักไก่ที่เหมือนกับการเล่นการพนัน)
  • 2 เสียงที่ฟังแล้ว เหมือนเป็นการ พูดชม หรือ พูดยกยอ ต่างๆนาๆ
  • 3 เสียงที่ฟังแล้ว เหมือนเป็นการดูถูก แต่ไม่หยาบคาย จะไม่มีคำด่าทอที่รุนแรง แต่แอบแฝง
  • และเชือดเฉือน คำหยาบที่สุดคือ แม่ง หรือ มึง
  • 4 เสียงจากโทรศัพท์ เป็นเหมือนเสียง ที่ได้ยินจากโทรศัพท์ ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าเรื่องมากกว่า
  • 5 นำเอาคำพูดเก่าที่เคยพูดมา แล้วพูดวนอยู่อย่างนั้น เรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้จิตของผู้ที่โดนสิงจนเกิดความเครียดขึ้นให้มากกว่าเดิม
  • 6ทำเป็นเหมือนกับว่ากำลังคุยกับใครก็แล้วแต่จะสมมุติขึ้นมา ทำเหมือนกับการตั้งคำถาม เช่น ทำงานอะไร มีลูกเมีย ยังไง แต่จะใช้การเปลี่ยนเสียงหรือเลียนแบบเสียงของคนอาวุโสสูงกว่า
  • ขั้นตอนต่อไป
  • เสียงพูด เพื่อให้เรา ขาดความเป็นตัวของตัวเอง อันนี้แหละที่น่ากลัว จะทำให้เราขาดความมั่นใจในตัวเอง อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง หรือคนรอบข้างได้ มันจะทำให้เราเป็นศัตรูกับคนรอบๆตัวเรา หรือทำให้เราพูดออกมาคนเดียว มันจะคอยยุแหย่ เราอย่างนั้นเรื่อยๆ เพื่อให้เราเกิดความอึดอัด พอเราพูดออกมา(หมายถึงระบายความอึดอัดออกมา) แต่คนรอบข้างจะไม่เข้าใจ และคิดว่าเราเป็นโรคประสาท อาจถึงขั้นที่เรียกว่าเส้นเลือดในสมองแตก แล้วก็จะเป็นบ้าไปในที่สุด สำคัญที่ตัวเรานั้นต้องควบคุมและตั้งสติตัวเองให้ดีๆ หรืออย่าเผลอใจไปกับเสียงที่ได้ยิน
  •  สุดยอดการโกหก
  • มาดูความสุดยอดการโกหกอีกหนึ่งเรื่องที่พวกมันทำกัน
  • ก็แกล้งทำเป็นโทรศัพท์ เอาเป็นว่าเรากำลังจะไปเล่นการพนันที่บ่อนใดบ่อนหนึ่งก็แล้วกัน
  • มันก็จะชิงความคิดว่าโทรแจ้งตำรวจว่าเราจะไปเล่นการพนันที่บ่อนนั้น เรายังไม่ทันไปหรอกมันก็จะทำเสียงว่าขึงขัง(น่าดู) ว่าแจ้งตำรวจแล้วทำว่ากำลังคุยกับตำรวจหรือประมานนั้น
  • มาดูเหตุความจริงกันบ้างว่าการที่ตำรวจจะไปจับคนร้ายนั้นจะบอกให้คนร้ายรู้ตัวก่อนล่วงหน้าหรือไม่แล้วมันจะมาบอกให้เราได้ยินได้ไงทั้งๆที่เรายังไม่ได้ไปไหนก็แค่คิดเฉยๆแค่นั้นเอง
  • สุดยอดมากกับการโกหกแบบนี้
  • จุดประสงค์ก็แค่หลอกลวงไปวันๆ มันยอมที่จะใช้การโกหกกับเหยื่อ แล้วเรามาคิดดูว่ากับคนที่ไปหาจะมีอะไรเหลือ กี่คนแล้วที่ต้องเสียทรัพย์สิน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงการทำงานของพวกมัน
  • มาดูการโกหกของพวกมันอีกอย่างนึง
  • ผู้ที่ถูกกระทำก็จะนึกว่าพวกมันนั้นมีความรู้ที่น่านับถือ แต่จริงๆแล้วพวกมันแทบไม่รู้อะไรเลย
  • มันก็แค่อาศัยการลักไก่ หรือแค่เป็นชั้นเชิงของพวกมันก็แค่นั้นเอง
  • สมมุติ เหตุการง่ายๆเช่น การลักไก่ คือทำเหมือนว่าตัวของพวกมันนั้นเหนือกว่า ให้ลองสังเกตุน้ำเสียงดีๆ
  •   ทำที่ว่าเป็นโทรศัพท์ หาบุคคลที่3 ซึ่งเป็นใครก็แล้วแต่จะใช้จะทำมาเป็นตัวละครที่แต่งขึ้นมา มุกที่ใช้ ก็จะเป็น มุกของคนขายยาบ้า ประมาณว่าทำทีเป็นโทรแจ้งตำรวจ ว่าเรามีเบอร์ของคนขายยาบ้า (ถึงเราจะไม่มีก็ตาม) เรียกว่าการกล่อมประสาทขั้นต้น เพื่อบีบความรู้สึกของคนๆนั้น สังเกตจากน้ำเสียงดูได้เลยว่า เป็นการคุยกันเองหรือว่าสร้างตัวละครอีกตัวหนึ่งขึ้นมา แต่ก็พวกมันกันเองนั้นแหละ เล่ากันไปเล่ากันมา (นี่ก็เป็นจิตวิทยาอีกอย่างหนึ่ง แต่รวมไว้กับไสยศาสตร์) ขั้นตอนใช้เสียงขั้นตอนต่อไป
  • หลังจากที่เป็นเสียงที่บอกมาในขั้นต้นที่พวกมันทำแล้วไม่เกิดผล ก็จะเสียงที่ฟังดูแล้วเหมือนคนที่กำลังโมโห เป็นเสียงในลักษณะ โวยวาย เสียงดังจนทำให้เกิดอาการเครียด หรือเกิดความกลัว
  • ขั้นตอนการแก้ อาการพวกนี้ เราก็ต้องหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ในสิ่งที่เราทำอยู่ เสียงมันจะเป็นในแบบที่ว่าพวกมันนั้นอยู่เหนือพวกเราหรือมีอำนาจเหนือพวกเรา หรือทำเป็นข่มขู่ให้เรารู้สึกกลัวพวกมัน ความกลัวของคนทั่วไปคือจุดอ่อนที่ดีที่สุด (หรือเรียกว่าการข่มขวัญของคู่ต่อสู้ ) จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ใครที่โดนแบบนี้ต้องตั้งสติดีๆ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ได้ยิน ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เสียงเท่านั้น
  • ทำลักษณะเหมือนกับว่านั่งล้อมวงคุยกัน แล้วคุยกันถึงเรื่องราวของคนนั้นๆ คุยกันในการกระทำของคนนั้นในแต่ละวันที่เขาได้ทำในแต่ละวัน แล้วเหมือนทำเป็นมานั่งคุยกัน คุยอยู่อย่างนั้นแหละ และทำแบบว่าเป็นการตั้งคำถาม
  •        พูดในลักษณะเป็นการจับผิด
  •         นำการกระทำของคนนั้นมาตีความด้วยคำพูด เช่น เรากำลังทำอะไรอยู่ก็แล้วแต่มันก็จะพูดตามไปเรื่อยๆ ลองนึกนะดูว่า ถ้าเรากำลังทำอะไรแล้วมีคนพูดตาม ตามการกระทำของเรา แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร เกิดความรำคาญซิ ทุกๆอิริยาบททุกๆการกระทำ พูดไปเรื่อยๆ พูดซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ทำให้รู้สึกว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องใหญ่ต้องทำเสียงให้เหมือนกับกำลังโมโห ลองนึกดูว่าเวลาเราโดนจับผิดมากๆ ในแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ก็ต้องเครียดเป็นเรื่องธรรมดา
  • พอเครียดแล้วก็จะเกิดอาการเหม่อลอย หรือตาขวาง ทีนี้ก็จะมองคนรอบๆตัว ว่าด่าเรามั่งละ
  • แอบพูดเรื่องของเรา ก็ยิ่งจะเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลร้ายก็คืออาจทำร้ายคนรอบข้างได้ ซึ่งก็จะเข้าทางของพวกมัน
  •    วิธีรักษา
  •  ในที่นี้จะว่าด้วยเรื่องการรักษาที่มาจาก อัลกุรอ่าน และ ซุนนะฮฺ เท่านั้น ก่อนอื่น เรามาดูเรื่องการอีหม่าน และการเชื่อมั่นในหัวใจของเราก่อน ว่าเรามีมากน้อยแค่ไหน
  • การพึ่งปฏิหารนั้น เป็นลักษณะของคนป่า เราต้องรู้จุดอ่อนของตัวของเราก่อนและขอการช่วยเหลือจากอัลเลาะฮ์ (อิดีนัสซิรอ) การช่วยเหลือกับการอิบาดะนั้นคู่กัน แต่คนบางพวก อิบาดะ กับอัลเลาะ แต่ไปขอความช่วยเหลือกับอย่างอื่น
  • นี่คือจุดอ่อนของ มนุษย์ จึงทำให้อิบรีสได้หนทางในการที่จะทำให้ มุสลิม นั้นตั้งภาคี กับ อัลเลาะฮ์ เมื่อเรารักษา อัลเลาะฮ์ แล้ว อัลเลาะฮ์ จะรักษาเรา ท่านนบี ( ซล) *กล่าวว่า ถ้าเราต้องการจะขออะไรก็ให้ขอกับ อัลเลาะฮ์ แม้กระทั่งเชือกที่ผูกรองเท้า*    สัญชาติญาณของมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวในสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น(ยกเว้น กลัวอัลเลาะฮ์) ยิ่งพอบอกว่าเป็น ญิน หรือ ผี มักจะกลัวทันที พอจิตใต้สำนึกของตัวเองรู้ว่าตัวเองโดนคุณไสย์ หรือ ญินเข้า แทนที่ จะหันมา อิบาดะฮ์ แล้วดุอา กับอัลเลาะฮ์เอง กลับหันหน้าเข้าไปพึ่งพาหมอ ไสยศาตร์ ไปหาทำอะไร สิทธิ ความเป็นสิ่งที่ถูกสร้างจากอัลเลาะฮฺเท่ากัน จะเห็นได้ว่า อาการที่เกิดขึ้นข้างต้น จะสังเกต เห็นได้ว่า เป็น (อาม้าล ของ อิบรีส ทั้งนั้นเลย)
  •     *มีคนไม่กี่คนหรอกบนโลกนี้ ที่เวลาเกิดความเครียดแล้ว ไปอาบน้ำละหมาด แล้วมาละหมาด ทั้งๆที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างนั้น
  •     วิธีแ้ก้อาการ  ของผู้ที่ถูกทำไสยศาสตร์(ชนิดที่ทำให้หูแว่ว) หรือได้ยินเสียงคนคุยกัน
  • อาการของผู้ที่ถูกทำไสยศาสตร์(ชนิดนี้) รักษาได้ไม่ยาก ก็คือเราได้ยินเสียงที่มันพูดอย่างไร เราก็แค่พูดตามที่มันพูด มันไม่ีตัวตนที่แน่นอนหรอก สังเกตุจากน้ำเสียงได้ก็แค่พูดไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้ใจของคนที่โดนนั้นสงบ แค่สร้างความปั่นป่วนก็แค่นั้น

                                                                     มาดูกันว่าเรากลัวอะไรของพวกมัน
 บางครั้งเราอาจกลัวแค่ว่า รูปภายนอกที่เรามองเห็นพวกมัน อุปกรณ์ที่อยู่รอบๆตัวของพวกมัน (ในที่นี้หมายถึงหมอไสยศาสตร์ที่เป็นอิสลาม)มันแค่สิ่งที่พวกมันสร้างภาพขึ้นมา วิธีพูด กิริยาหรือท่าทางเพื่อทำให้ดูแค่ว่าน่าเกรงขามก็เท่านั้น มันแค่แค่จิตวิทยาเพื่อการหลอกลวง หรือเรียกว่าเป็นการปล้นอย่างหนึ่ง( อ่านรายละเอียดต่อที่ หมอหรือโจร )และก็เฉพาะหมอที่เป็นอิสลามด้วย อิสลามห้าม (ฮารอม) อยู่แล้วกับการเรียน หรือการนำมาซึ่งไสยศาสตร์ หรือที่เกี่ยวข้อง (เงินที่ได้มาจากสิ่งนั้นทั้งหมดถือว่าเป็นฮารอม )  แล้วคนที่ไปก็มีส่วนด้วยทั้งหมดทุกกรณี
   การโกหกคือการทำงานของพวกมัน  มันจะใช้การพูดใส่ร้ายหรือปั้นเรื่องขึ้นมา เช่น ทำเป็นพูดให้ได้ยินว่ามันแจ้งตำรวจว่าเราเป็นคนขายยาบ้า หรือยาเสพติดหรืออะไรก็ได้ที่ผิดกฏหมาย ตัวอย่างเช่น
เรามีเบอร์โทรศัพท์ของคนขายยาเพื่อให้เรานั้นเกิดความสับสนหรือเกิดความเครียด การที่เรานั้นจะพูดใส่ร้ายคนนั้นงาฃ่ายมากใครก็ทำได้ขึ้นอยู่กับวิธีการของพวกมันก็เท่านั้น ถ้าเราเกิดความสับสนวุ่นวายใจพวกมันก็จะถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นตอนนี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น